AR | FAQ:ความแตกต่างระหว่าง "ใช้วันครบกำหนดเป็นเกณฑ์" กับ "ใช้วันที่ใบสำคัญเป็นเกณฑ์"


รายงานจะแสดงเฉพาะใบสำคัญที่ครบเครดิตตามที่ตั้งไว้ กล่าวคือโปรแกรมจะตรวจสอบวันครบกำหนด (Due Date) ของแต่ละใบสำคัญ แล้วแสดงเฉพาะรายการที่ครบกำหนดแล้วภายในช่วงวันที่ที่ระบุ ใช้สำหรับวิเคราะห์ยอดหนี้ที่ถึงเวลาเก็บเงินหรือเกินกำหนดชำระ
รายงานจะแสดงใบสำคัญโดยใช้วันที่ออกใบสำคัญ (Voucher Date) เป็นหลักในการกรอง โดยไม่สนใจว่าจะครบกำหนดชำระเมื่อไหร่ ใช้สำหรับดูรายการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
เกณฑ์วันครบกำหนด → กรองด้วย Due Date เหมาะสำหรับการติดตามหนี้ที่ถึงกำหนดชำระ | เกณฑ์วันที่ใบสำคัญ → กรองด้วย Voucher Date เหมาะสำหรับดูยอดรวมตามช่วงเวลาที่เกิดรายการ
A: ใช้วันครบกำหนดเป็นเกณฑ์ → เมื่อต้องการรายงานยอดหนี้ครบกำหนด/เกินกำหนด เช่น รายงานบิลค้างรับสำหรับฝ่ายการเงิน | ใช้วันที่ใบสำคัญเป็นเกณฑ์ → เมื่อต้องการดูยอดรวมใบสำคัญที่เกิดในช่วงเวลา เช่น รายงานลูกหนี้การค้าประจำเดือน
ได้ โปรแกรมจะแสดงตัวเลือกเพิ่มเติม 3 รูปแบบ ได้แก่
● ยอดครบและเกินกำหนด — แสดงทั้งหมดที่ครบและเกินกำหนด
● ยอดครบกำหนด — แสดงเฉพาะที่ครบกำหนดพอดี
● ยอดเกินกำหนด — แสดงเฉพาะที่เลยกำหนดชำระแล้ว
ปุ่ม "Gain & Loss" (คำนวณ Gain & Loss จากอัตราแลกเปลี่ยน) จะแสดงขึ้นอัตโนมัติเฉพาะเมื่อเลือก "ใช้วันที่ใบสำคัญเป็นเกณฑ์" ร่วมกับการแสดงรายการใบสำคัญ สกุลเงินต่างประเทศ และข้อมูลตัดหนี้ตามช่วงเวลา และมีรายการสกุลเงินต่างประเทศในรายงาน
รายงานบิลค้างรับรองรับทั้งสองเกณฑ์ ผู้ใช้เลือกได้เองในหน้า Report Condition โดย:
● ใช้วันครบกำหนดเป็นเกณฑ์ → แสดงยอดคงค้างทางการเงิน (เฉพาะที่ครบ/เกินกำหนด)
● ใช้วันที่ใบสำคัญเป็นเกณฑ์ → แสดงยอดคงค้างทางบัญชี (ไม่สนใจวันครบกำหนด)


Version: NA
Change: NA
Ref.: 220125_รายงานลูกหนี้การค้า.docx, 230227_รายงานบิลค้างรับ.docx
บทความเขียนเมื่อ: 260513